การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ราตรี โตเพ่งพัฒน์
นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๓ พ.ค. - มิ.ย. ๒๕๔๙
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกรให้มีความมั่นใจในการทำนา เป็นพระราชพิธีที่องค์พระประมุขของชาวไทยได้ทรงกระทำเป็นราชประเพณีสืบมาช้านานกว่าเจ็ดร้อยปีมาแล้ว
แต่เดิมพระราชพิธีมีแต่พิธีแรกนา ที่เรียกว่าจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีของพราหมณ์ ซึ่งทำกันมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา และตลอดมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ที่เพิ่มขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งสองพิธีนี้กระทำต่อเนื่องกันเป็นงานเดียว จึงเรียกควบกันว่า "พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ"
กำหนดวันพระราชพิธีที่กระทำกันมาแต่เดิมคือ เดือน ๖ ซึ่งตกในราวเดือนพฤษภาคม แต่จะเป็นวันใดนั้นโหรหลวงจะเป็นผู้คำนวณหาฤกษ์ยามที่ดี และกำหนดเป็นปีๆ ไป ดังเช่น พ.ศ. ๒๕๐๓ กำหนดเอาวันที่ ๒ พฤษภาคม หรือ พ.ศ. ๒๕๔๙ กำหนดเอาวันที่ ๑๑ พฤษภาคม เป็นวันแรกนา เป็นต้น
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญได้กระทำสืบกันมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงระงับการพระราชพิธีนี้ ครั้นถึงรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชดำริว่า การพระราชพิธีนี้กระทำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารและบำรุงขวัญให้เป็นกำลังใจแก่ประชาชน ซึ่งส่วนมากเป็นเกษตรกร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ อดีตราชเลขาธิการพระราชวังได้เล่าไว้ในเรื่องพระราชพิธีประจำปีในรัชกาลปัจจุบัน (๒๕๐๙) ว่า
"ในเรื่องพระราชพิธีต่างๆ นั้น ถ้าทำสำหรับประเทศชาติคือเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติและแก่ประชาชนแล้ว ถึงจะลำบากตรากตรำอย่างไร พระองค์ไม่ทรงขัดข้องทั้งนั้น แต่ถ้ากระทำเพื่อเป็นสิริสวัสดิ์สำหรับพระองค์เอง เพื่อให้ทรงพระเกษมสำราญเป็นส่วนพระองค์แล้ว ถ้างดได้ก็ให้งดเสียเถิด ไม่ทรงเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญประการใด ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าพระราชพิธีหรือกิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับประเทศและประชาชนแล้ว ไม่ทรงขาดของเหล่านี้ ที่จริงโบราณถือคติว่า ถ้าหากพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเกษมสำราญแล้ว ความสมบูรณ์พูนสุขก็ตกอยู่กับประชาชนเป็นเงาตามตัว ฉะนั้น จึงมีกำหนดการให้ทำพิธีที่เป็นสิริมงคลถวายพระมหากษัตริย์เสมอ เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองด้วย แต่คติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลนี้ ทรงถือว่าถ้าเกี่ยวกับประชาชน เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร เกี่ยวกับกสิกรอะไรต่างๆ อย่างพืชมงคลอย่างนี้ ถึงจะทรงเหน็ดเหนื่อยก็ไม่ว่า"
การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ในปีแรกแห่งการจัดพระราชพิธีนั้น โหรหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีเป็นวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๐๓ (ขณะนั้นเรียกกันว่าวันรัฐพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ) โดยมี หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นพระยาแรกนา
งานรัฐพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่สนามหลวงเป็นงานที่ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าชม และเมื่อเสร็จงานพิธีแล้วต่างก็พากันเข้าไปเก็บเมล็ดข้าวที่หว่านไว้ในที่แรกนาจนหมดสิ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดงานครั้งนี้เป็นการจัดงานครั้งแรก จึงย่อมมีความขลุกขลักเกิดขึ้นบ้าง ดังที่ น.ส.พ. พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้บรรยายการจัดพระราชพิธีครั้งนี้ตอนหนึ่งว่า
"เมื่อวันที่ ๒ เดือนนี้ อันเป็นวันรัฐพิธีพืชมงคล ที่ท้องสนามหลวง ได้มีประชาชนชายหญิงทั้งไทยและต่างประเทศนับแสนหลั่งไหลกันมายืนกรำแดดดูการประกอบพิธี ซึ่งเป็นไปตามพระราชประเพณีเดิมทุกอย่าง ทั้งนี้ ตามโบราณกาลที่เคยจัดทำกันมา พิธีนี้จะเริ่มก่อนที่จะย่างเข้าสู่ฤดูทำนา เพื่อความสวัสดิมงคล และความเจริญแห่งพืชผลของอาณาประชาราษฎร์
พิธีเริ่มขึ้นเวลา ๔.๕๐ น. หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ อธิบดีกรมการข้าว ซึ่งทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระยาแรกนาในปีนี้ ได้เสด็จมายังโรงพิธีพร้อมด้วยเทพี และพระราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณได้นำผ้านุ่งมาเพื่อให้พระยาแรกนาเสี่ยงทายและจะได้นุ่งในพิธี พระยาแรกนาจับได้ผ้า ๖ คืบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดการนุ่งผ้าให้พระยาแรกนาใหม่ ในการทำนายการเสี่ยงผ้านุ่ง ๖ คืบ ทายว่าน้ำน้อย พระโคตื่นคนหนี
ครั้นเวลา ๙.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมายังพลับพลาที่ประทับ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธี ขณะนั้นแดดเริ่มร้อนจัด แต่ประชาชนยังคงเบียดเสียดกันเข้าชมพระโคทั้งสี่ ที่จะใช้เทียมไถ เป็นเหตุให้พระโคตื่นคน ออกวิ่งหนีกระเจิง ฝ่าฝูงชนไป ๓ ตัว เวลา ๙.๒๐ น. พระยาแรกนาพร้อมด้วยนางเทพี ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อกราบบังคมทูลแรกนาตามพิธี แต่ทว่าพระโคที่จะใช้เทียมไถเหลือเพียง ๑ ตัว เทียมไถไม่ถนัด เลยตกลงใช้ข้าราชการกรมปศุสัตว์เทียมไถแทนพระโค ส่วนพระโคที่เหลือ ๓ ตัวนั้น เพียงเดินตามไป"
ในการฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริจัดทำ "พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน" ขึ้นแจกจ่ายแก่พสกนิกรที่ได้มีโอกาสร่วมเข้าเฝ้า และทั้งที่มิได้มีโอกาสร่วมเข้าเฝ้าในงานพระราชพิธี เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นมิ่งขวัญในการประกอบอาชีพ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
ดังนั้น ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ อันเป็นปีที่ ๒ ที่มีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หลังจากเสด็จกลับจากงานพระราชพิธีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำ "พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน" ขึ้น โดยหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ พระยาแรกนาและอธิบดีกรมการข้าว (ในสมัยนั้น) เป็นผู้สนองพระราชกระแสรับสั่งที่ทรงให้นำเมล็ดข้าวหอมพันธุ์นางมล ที่พลเอก ถนอม กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรี (ยศและตำแหน่งทางการเมืองขณะนั้น) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ไปปลูกในบริเวณสวนจิตรลดา โดยเลือกพื้นที่ว่างทางด้านสนามม้าราชตฤณมัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถทอดพระเนตรแปลงนาจากพระตำหนักที่ประทับได้ ข้าวที่ปลูกนี้โปรดเกล้าฯ ให้นำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีต่อไปแทนพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวเคยจัดเอง
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงขับรถไถเพื่อเตรียมปลูกข้าว ตลอดทั้งทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองอีกด้วย และเมื่อต้นข้าวในแปลงนาอยู่ในระยะตั้งท้องรอวันออกรวง ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวขึ้นให้เป็นไปตามประเพณีโบราณ เพื่อให้ต้นข้าวและรวงข้าวงามอุดมสมบูรณ์ และผลิดอกออกผลดี
เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้จากแปลงปลูกที่สวนจิตรลดานี้ กรมการข้าวได้ทำการอบและรมยาป้องกันโรคและแมลงที่เป็นศัตรูข้าว จากนั้นจะนำไปเข้าพิธีพืชมงคลในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อใช้ในพิธีแรกนาขวัญ ส่วนที่เหลือในกระบุงคู่หาบทองและหาบเงินของเทพี พระยาแรกนาพร้อมด้วยเทพีจะนำไปปลูกในแปลงนาสวนจิตรลดา ภายหลังจากเสร็จพิธี ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งได้ถือเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาทุกปีเป็นประจำจนถึงปัจจุบันนี้ พันธุ์ข้าวส่วนที่เหลือจากพิธีดังกล่าวแล้วอีกจำนวนหนึ่ง กรมการข้าวจะนำไปบรรจุในซองพลาสติกเล็กๆ พิมพ์ชื่อของพันธุ์ข้าว เป็นจำนวนหลายหมื่นซอง เพื่อแจกจ่ายราษฎรตามพระราชประสงค์
อนึ่ง วันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งของเกษตรกรไทยนั้น ต่อมา รัฐบาลได้กำหนดให้วันดังกล่าวเป็น "วันเกษตรกร" ประจำปีด้วย เพื่อให้เกษตรกรได้ระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร ซึ่งเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นในสาขาอาชีพต่างๆ ให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ และเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก และยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานสืบต่อไป
ตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติมาจนถึงปัจจุบัน พระราชกรณียกิจด้านหนึ่งที่ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดมาคือ การที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พระองค์ทรงตระหนักถึงความเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำในงานหนักของชาวไร่ชาวนา และทรงเล็งเห็นภูมิปัญญาที่หยั่งรากลึกอยู่เบื้องหลังพิธีกรรม ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับอาชีพนี้ จึงทรงปรารถนาจะให้ประชาชนทั้งหลายได้รับรู้และเห็นความสำคัญของเกษตรกร ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ความว่า
"..พิธีแรกนาขวัญที่ท่านทั้งหลายก็ได้เห็น บางคนบอกว่าไม่เห็นเป็นประโยชน์เลย มาไถนาแต่งเป็นเทวดามาไถนากลางกรุงที่สนามหลวง แล้วก็มาหว่านข้าวไม่เห็นเป็นประโยชน์ แต่ว่าอันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายไปคิดดีๆ ว่า คนที่อยู่ในกรุงเขาไม่ค่อยได้เห็นการทำนา เขาไม่เข้าใจว่าการทำนานี้มันเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องมีการแสดงบ้างให้ดูให้เห็นว่าการทำนานี่ หรือถ้าไม่ใช่การทำนาก็การปลูกพืชทำกสิกรรมนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก สำคัญยิ่งสำหรับประเทศชาติ ถ้าไม่มีใครทำนา ถ้าไม่มีใครทำการเพาะปลูก จะเป็นเพาะปลูกในสิ่งที่จะเป็นวัตถุดิบสำหรับจะไปสร้างอะไรต่ออะไร หรือไปผลิตสิ่งอื่นๆ ประเทศชาติก็ไม่มีทางจะอยู่ได้
โดยเฉพาะในสมัยปัจจุบันการอาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูกก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหารหรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม ทั่วโลกเดี๋ยวนี้มีความเดือดร้อน ประเทศต่างๆ ที่มาเล่าให้ฟังว่าประเทศโน้นเจริญร่ำรวย เขามีอุตสาหกรรม หมายความว่า มีโรงงานใหญ่ๆ สร้างอะไรต่ออะไรมาขายเรา เดี๋ยวนี้เขากำลังเดือดร้อนเพราะว่าวัตถุดิบเขาไม่มี ทำให้ถึงกับอาจจะอดก็ได้ เขาเดือดร้อนจริงๆ เขาเห็นประเทศอย่างประเทศไทยที่ดูมีอุตสาหกรรมไม่มากนัก แต่มีการกสิกรรมที่ดีและพวกเราก็เป็นกสิกรที่ดี เขาอิจฉา เราเป็นประเทศที่ดีแล้ว อยู่เย็นเป็นสุขได้ในระหว่างที่ประเทศอื่นๆ อาจจะเดือดร้อน
ฉะนั้นการที่แสดงด้วยพิธีแรกนาขวัญในวันพืชมงคลนี้ จึงเป็นการแสดงให้ทั้งชาวกรุงสำนึกว่าการเกษตรนี้สำคัญและเหน็ดเหนื่อย ทั้งทำให้ชาวต่างประเทศ วันนี้ก็มีหลายคนที่มาดู ดูเขาชื่นชม ดูเขารู้สึกสนใจมาก ก็ทำให้ชาวนาชาวสวน ชาวไร่ ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นก็มีประโยชน์..."
.png)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)












