คติความเชื่อเรื่องช้างเผือก
นางณัฏฐภัทร จันทวิช
นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๓ พ.ค. - มิ.ย. ๒๕๔๙
คติความเชื่อเรื่องช้างเผือกมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับช้างเอราวัณ พาหนะของพระอินทร์ ซึ่งเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร ถือเป็นช้างมงคล อันเป็นอิทธิพลให้กษัตริย์ปรารถนาที่จะประทับบนช้างเผือกเอก ดุจดังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ นอกจากนี้ คติความเชื่อในพระพุทธศาสนาจากเรื่องพระเวสสันดรชาดกยังกล่าวว่า กษัตริย์พระองค์ใดได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมี ดินแดนอาณาจักรนั้นจะมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด
ดังเช่นเมืองสีพี เมื่อพระเวสสันดรทรงได้ช้างเผือกเอกพระยาปัจจัยนาเคนทร์มาสู่พระบารมี และยังได้พระราชทานแก่แคว้นกลิงคราษฎร์ ซึ่งประสบภาวะข้าวยากหมากแพง เพื่อบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล บรรเทาความเดือดร้อนด้วยพระเมตตาของพระเวสสันดร อิทธิพลจากพระเวสสันดรชาดกนี้ทำให้ช้างเผือกสีขาวเป็นที่ปรารถนาและแสวงหามาไว้ในราชอาณาจักร ดังปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งในปัจจุบัน
กำเนิดช้างมงคล
ต้นกำเนิดของช้างปรากฏในเรื่องการสร้างโลกว่า พระวิษณุ (พระนารายณ์) ขณะบรรทมอยู่ในเกษียรสมุทร ทรงแสดงเทวฤทธิ์อธิษฐานให้มีดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภี ๑ ดอก ดอกบัวนั้นมี ๘ กลีบ และมีเกสร ๑๗๓ เกสร ทรงนำดอกบัวไปถวายแด่พระศิวะ ซึ่งทรงแบ่งดอกบัวและเกสรออกเป็น ๔ ส่วน มอบให้พระวิษณุ พระพรหม และพระอัคนี
จากจำนวนกลีบและเกสรดังกล่าว เทพเจ้าทรงสร้างช้างขึ้นองค์ละตระกูล จึงมีช้างมงคล ๔ ตระกูล ได้แก่ อิศวรพงศ์ พรหมพงศ์ วิษณุพงศ์ และอัคนิพงศ์ ดังปรากฏในตำราคชลักษณ์
ช้างเผือกเป็นช้างที่บังเกิดจากเทวฤทธิ์แห่งพระอัคนี และทรงบันดาลให้เกิดเทวบุตรผู้มีพระพักตร์เป็นช้าง ๒ องค์ คือ พระพิฆเณศวร และพระโกญจนาเนศวรศิวบุตร จากพระหัตถ์ซ้ายและขวาของพระโกญจนาเนศวรศิวบุตรได้บังเกิดช้างเผือกด้านละ ๓ ช้าง ได้แก่ ช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท และช้างเผือกตรี โดยช้างเผือกพัง (เพศเมีย) เกิดจากพระหัตถ์ซ้าย ส่วนช้างเผือกพลาย (เพศผู้) เกิดจากพระหัตถ์ขวา
ลักษณะมงคลของช้างเผือก
ช้างเผือกมีลักษณะมงคล ๑๓ ประการ ได้แก่
๑. มีรูปร่างงาม
๒. งาขวาและงาซ้ายเรียวงามตั้งแต่โคนจรดปลาย
๓. ผิวกายสีดอกบัวแดง
๔. ขนในแต่ละขุมมี ๒ เส้น
๕. ขนโขมดสีน้ำผึ้งใส
๖. ขนสันหลังสีขี้ผึ้งใสเจือแดง
๗. ขนในช่องหูสีขาว
๘. ขนหางสีน้ำผึ้งปนแดงแก่
๙. ดวงตาสีขาวเจือเหลือง
๑๐. เพดานปากสีขาวเจือชมพู
๑๑. อัณฑโกศสีขาวเจือชมพู
๑๒. เล็บสีขาวเจือเหลืองอ่อน
๑๓. ระบายหูและหางงดงาม
จักรวาล พระมหากษัตริย์ และความเชื่อเรื่องช้างมงคล
ตามคติพราหมณ์หรือฮินดู ช้างเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรวาลและความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีคติ “คชลักษมี” ซึ่งเป็นภาพพระลักษมีประทับอยู่ระหว่างช้างสองเชือกที่กำลังรดน้ำมนต์เหนือพระเศียร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง
ช้างยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความเฉลียวฉลาด และความรอบคอบ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์แห่งเทพเจ้า ร่วมกับม้า วัว และราชสีห์ ตามคติไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวถึงโครงสร้างจักรวาลอันมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง และมีสระอโนดาตเป็นต้นกำเนิดสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ทิศ โดยสายน้ำทางทิศตะวันตกไหลออกจากปากช้าง
ด้วยเหตุนี้ ช้างจึงเป็นสัตว์ที่สัมพันธ์กับพระราชอำนาจและความสง่างาม การที่พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของพระราชาธิบดี กษัตริย์ทั้งหลายจึงนิยมประทับช้างทั้งในกองทัพและกระบวนพระราชพิธีต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงพระราชอำนาจและพระบารมี
จักรวาลและพระมหากษัตริย์กับความเชื่อเรื่องช้างมงคล
ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู กล่าวว่าช้างเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรวาล และเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู คือ “คชลักษมี” รูปสัญลักษณ์ที่เกิดจากการนำช้าง ๒ เชือกรดน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์เหนือเศียรพระลักษมี ศักติแห่งพระวิษณุ ซึ่งมีความหมายเป็นมงคลยิ่ง
นอกจากนี้ ช้างยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความเฉลียวฉลาด และความรอบคอบด้วย ดังนั้น ช้างจึงได้รับความนับถือว่าเป็นสัตว์แห่งเทพเจ้าประเภทหนึ่งในสี่ประเภท ได้แก่ ช้าง ม้า วัว และราชสีห์ ดังปรากฏรายละเอียดในไตรภูมิพระร่วง อันเป็นหนังสือที่บรรยายถึงโลกซึ่งประกอบด้วยทวีปทั้งสี่ คือ อุตตรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป บุรพวิเทหทวีป และชมพูทวีป กับภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ที่รวมกันเป็นจักรวาล
มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนสำคัญ เหนือยอดเขาพระสุเมรุเป็นที่สถิตของพระอินทร์และเหล่าเทพบริวาร ส่วนเชิงเขาเป็นป่าหิมพานต์ มีสระอโนดาต (อันดาป) เป็นสระสำคัญแห่งโลกสวรรค์ที่ปรากฏในจักรวาล สระนี้มีสายน้ำไหลออกเป็นสาย ๆ ไปตามทิศทั้งสี่ ต้นน้ำแต่ละทิศจะไหลออกจากปากสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ คือ สายน้ำทิศเหนือไหลออกจากปากวัว สายน้ำทิศตะวันออกไหลออกจากปากม้า สายน้ำทิศใต้ไหลออกจากปากราชสีห์ และสายน้ำทิศตะวันตกไหลออกจากปากช้าง ซึ่งคติความเชื่อนี้เป็นที่ยอมรับในราชอาณาจักรไทยมาแต่โบราณ
ด้วยเหตุนี้ ช้างจึงเป็นสัตว์ที่สัมพันธ์กับอำนาจและความสง่างาม การที่พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของพระราชาธิบดี ดังนั้น กษัตริย์ทั้งหลายจึงโปรดที่จะประทับช้างเป็นพาหนะ ทั้งในกองทัพและในกระบวนแห่ไปในพระราชพิธีต่าง ๆ เพื่อแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ หากพระมหากษัตริย์องค์ใดทรงมีช้างที่มีสีขาวคล้ายช้างเอราวัณ ย่อมแสดงถึงความมีบุญบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์นั้น รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเดชานุภาพและความยิ่งใหญ่
ช้างเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้ความสนใจศึกษารูปลักษณะอย่างละเอียด จนสามารถแบ่งออกตามลักษณะดีอันเป็นมงคล หรือลักษณะอันเป็นอัปมงคล ดังปรากฏในตำราคชลักษณ์ ช้างที่มีลักษณะเป็นมงคลจะถูกคัดเลือกน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นช้างต้น เพื่อเป็นราชพาหนะแห่งพระมหากษัตริย์ และเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชเป็นพระยาช้างต้นต่อไป
ดังนั้น คำว่า “ช้างต้น” จึงหมายถึงช้างหลวงของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งแต่เดิมหมายรวมทั้งช้างเผือกและช้างทรงที่เป็นราชพาหนะ ทั้งในเวลาปกติหรือเป็นช้างศึกในยามสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยหลัง ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา ช้างต้นจะหมายถึงช้างเผือกเป็นสำคัญ
ราชสำนักไทยโดยคณะพราหมณ์พฤฒิบาศ ได้นำความรู้นี้มาจากอินเดียและเข้าสู่ราชสำนัก เพื่อใช้ตรวจดูลักษณะช้างมงคล ซึ่งเรียกว่า “คชลักษณ์” อาจผสมผสานกับความเชื่อเรื่องจักรวรรดิบุรุษที่กล่าวถึงความเป็นพระจักรพรรดิว่า พระมหากษัตริย์จะสมบูรณ์และเปี่ยมไปด้วยพระบารมีอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยมณีสำคัญ ๗ ประการ หรือสัปตรัตนะ ได้แก่ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว และดวงแก้ว (มณี) ซึ่งช้างแก้วในความเชื่อนี้ก็คือช้างมงคล หรือช้างเผือกนั่นเอง
จากตำราคชลักษณ์ ได้แบ่งลักษณะช้างมงคลออกเป็น ๔ ตระกูล ตามพระนามของเทพเจ้าผู้ทรงให้กำเนิด ได้แก่ พรหมพงศ์ อิศวรพงศ์ วิษณุพงศ์ และอัคนิพงศ์
ช้างเผือกซึ่งเกิดจากพระโกญจนาเนศวรนั้น เป็นช้างที่อยู่ในตระกูลอัคนิพงศ์ โดยมีพระอัคนีเป็นผู้สร้าง ความเชื่อดังกล่าวถือว่า พระมหากษัตริย์พระองค์ใดได้พบช้างเผือกจำนวนมาก ย่อมแสดงถึงการทรงถึงพร้อมด้วยบุญญาภินิหารบารมีอย่างยิ่ง และมักถวายพระนามพระองค์นั้นว่า “พระเจ้าช้างเผือก” ดังเช่น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น
ช้างเผือกคู่พระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์
ช้างเผือกถือเป็นช้างคู่พระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ตามคติโบราณกล่าวว่า หากเป็นช้างเผือกเอกจะมีฐานะในราชสำนักดุจเจ้าฟ้า ดังจะเห็นได้จากการอัญเชิญ พระกรรภิรมย์ ซึ่งเป็นฉัตร ๕ ชั้นสีขาวเขียนลายยันต์ทอง เข้าร่วมในกระบวนแห่สมโภชด้วย อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้มีตำแหน่งดุจขุนนางชั้นสูง คือเป็น “พระ” “พระยา” หรือ “เจ้าพระยา”
ลักษณะของช้างเผือกแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท และช้างเผือกตรี โดยพิจารณาจากลักษณะอันเป็นมงคลของสีและลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน
ส่วนช้างที่มีลักษณะดี แต่ยังไม่สมบูรณ์ตามตำราคชลักษณ์ กล่าวคือ มีอวัยวะส่วนต่าง ๆ ดีเป็นส่วนมาก แต่ไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ช้างเผือก จะจัดเป็น ช้างสำคัญ ซึ่งรวมถึงช้างสีประหลาด ช้างเนียม หรือช้างสีดอด้วย
โรงช้างที่ใช้สำหรับช้างซึ่งได้รับการขึ้นระวางนั้น จะแบ่งเป็น โรงยอด และ โรงช่อฟ้า ตามฐานะและความสำคัญของพระยาช้างต้นแต่ละเชือก
ช้างมงคลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เมื่อมีการพบช้างสำคัญเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภาร ทวยราษฎร์ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญด้วยความโสมนัสยินดี และน้อมนำให้มีการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชเป็นพระยาช้างต้น หรือนางพระยาช้างต้น ตามราชประเพณีที่สืบทอดและปฏิบัติต่อเนื่องกันมา โดยเฉพาะช้างมงคลที่พบมาสู่พระบารมีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้มีการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชแล้วจำนวน ๑๐ เชือก ดังนี้
๑. พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรพิตรสารศักดิ์เลิศฟ้า
เป็นช้างเผือกโท นายแปลกคล้องได้ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ต่อมา พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๑ และมีการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภช ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒
๒. พระเศวตวรรัตนกรี นพิศสิริพงคนัทย์ เอกาทัศน์มงคลสุลักษณ์ ศุภนัยเนตราทิโควรรณ พิษณุพันธุ์ อัครคชาธาร อัฏฐกุลสารดามพหัสดิน ปรมินทรมหาราชพาหน สยามประชาชนสวัสดิคุณเดชอดุลยเลิศฟ้า
เป็นช้างพลายเผือก ตกที่บ้านนายแก้ว ปัญญาคง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พันตำรวจเอก นิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และมีการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ปัจจุบันล้มแล้ว
๓. พระเศวตสุรคชาธาร บรมนฤบาลสวามิภักดิ์ ศุภลักษณเนตราทิคุณ ทศกุลวิศิษฎพรหมพงศ์ อดุลยวงศ์ภามพหัตถี ประชาชนะสวัสดิวิบูลย์ศักดิ์ อัครสยามนาถสุรพาหน มงคลสารเลิศฟ้า
เป็นช้างพลายเผือกลูกเถื่อน นายเจ๊ฮง หะระตี กำนันตำบลการอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้ลูกช้างพลัดแม่มาเลี้ยงไว้ ต่อมา พันตำรวจเอก ศิริ คชหิรัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ และมีการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ปัจจุบันล้มแล้ว
๔. พระศรีเศวตศุภลักษณ์ อรรครัตนกิริณี ดามพหัสพิษณุพงศ์ ดำรงสุทธสกนธ์ สุคนธชาติ เฉลิมราชกฤดาบารมี ศรีตรังคพิเศษสุทธิ์ อุดมสารเลิศฟ้า
เป็นช้างพังเผือก ชื่อเล่นว่า “เจ้าแต๋น” กรมป่าไม้ได้มาจากป่าพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และนำไปเลี้ยงไว้ที่วนอุทยานเขาช่อง จังหวัดตรัง ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังและอธิบดีกรมป่าไม้ ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย และโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภช เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
๕. พระเศวตสุทธวิลาส อัฏฐคชชาติพิษณุพงศ์ ดำรงประภาพมหิมัน ตามรพรรณไพศิษฏ์ ผริตวรุตตมมงคล ดาลศุภผลสวัสดิวิบูล อดุลยลักษณ์เลิศฟ้า
เป็นช้างพลายเผือก (สีดอ) ชื่อเล่นว่า “บุญรอด” คนงานของกรมป่าไม้พบลูกช้างในป่าบริเวณแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาได้นำมาเลี้ยงไว้ ณ วนอุทยานเขาเขียว จังหวัดชลบุรี อธิบดีกรมป่าไม้ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย และโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภช เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
๖. พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า
เป็นช้างพังเผือก ชื่อเล่นว่า “ขจร” นายปรีชา และนางพิมพ์ใจ วารวิจิตร ได้มาจากป่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน ณ ทุ่งสีกัน กรุงเทพมหานคร นายปรีชาและนางพิมพ์ใจ วารวิจิตร ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย และโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภช พร้อมพระราชทานนาม เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
๗. พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดีโรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์อัฏฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณิพิทักษ์ คุณารักษกิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า
เป็นช้างพังเผือก ชื่อเล่นว่า “จิตรา” ยายมายิ มามุ ราษฎรบ้านกูมุง หมู่ ๗ ตำบลจะแนะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้ลูกช้างพลัดแม่จากป่าบนเทือกเขากือชา ต่อมา นายวัชระ สิงคิวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ และโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชพระราชทานนาม ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐
๘. พระเศวตภาสุรคเชนทร์ นวเมนทรพาหน สุทธวิมลวิษณุพงศ์ คุณดำรงดามพหัสดินทร์ สุพัชรินทร์ อนันตผล คชมงคลเลิศฟ้า
เป็นช้างพลายเผือก ชื่อ “ภาศรี” นายสุรเดช มหารมย์ เจ้าของไร่ภาศรี ใกล้เขื่อนแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ได้มาจากชาวกะเหรี่ยง บ้านหนองปืนแตก ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ต่อมา นายศุภโยค พาณิชวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
๙. พระเทพวัชรกิริณี ดามพหัสพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสรรพสกนธ์ วิมลสารโสภิต พิบูลกิตติ์เลิศฟ้า
เป็นช้างเผือก เดิมชื่อ “ขวัญตา” พระปลัดบุญส่ง ธัมมปาโล เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ได้มาจากนายสนิท ศิริวานิช กำนันตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมา นายศุภโยค พาณิชวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
๑๐. พระบรมนขทัศ วัชรพาหน์พิษณุพงศ์ โสตถิธำรงอัฏฐคช ดิเรกยศอนันตคุณ อดุลยสารเลิศฟ้า
เป็นช้างพลายเผือกลูกเถื่อน ชื่อ “ดาวรุ่ง” พระปลัดบุญส่ง ธัมมปาโล ได้มาจากราษฎรอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนำมาเลี้ยงไว้ที่วัดเขาบันไดอิฐ คู่กับช้างพัง “ขวัญตา” ต่อมา นายศุภโยค พาณิชวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
พระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญ
เมื่อคล้องช้างสำคัญได้แล้ว จะนำออกจากป่าเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่โบราณมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า จะต้องนำช้างออกจากประตูป่าโดยมีพระสงฆ์สวดชยันโตและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ จากนั้นจึงเตรียมประกอบพระราชพิธีทะนนชัยบาศ ก่อนแห่เข้าสู่เมืองหลวง
ก่อนการประกอบพระราชพิธีทะนนชัยบาศ ยังมีพิธีกรรมสำคัญอีกประการหนึ่งที่หมอช้างจะต้องประกอบ เรียกว่า “พิธีจับเชิง” อันเป็นพิธีเฉพาะของหมอเฒ่าหรือปฏิยายะ และควาญช้าง
พิธีจับเชิงเป็นการไหว้ครูพระเทวกรรมและครูปะกำของปฏิยายะ เพื่อขอให้ครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประสิทธิประสาทพรแก่ควาญ ซึ่งจะเป็นผู้ฝึกช้างสำคัญที่คล้องได้ ให้รู้จักการเดินเข้าและขึ้นยืนบนเกยเบญพาดได้อย่างถูกต้อง สามารถยืนนิ่งอยู่บนเกยได้เป็นเวลานาน โดยควาญจะใช้เวลาฝึกประมาณ ๒-๔ เดือน
สำหรับพระราชพิธีทะนนชัยบาศนั้น แต่โบราณมากรมพระคชบาลเป็นผู้รับผิดชอบกำหนดพื้นที่และปรับปรุงสถานที่ให้เรียบร้อย พร้อมทั้งจัดสร้างโรงพระราชพิธี ซึ่งประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลายหลัง เช่น โรงขั้นร่ม โรงรำเชือก ปะรำ ศาลเทวดา และโขลนทวาร
สิ่งของเครื่องใช้ในพระราชพิธีทะนนชัยบาศมีจำนวนมาก ได้แก่ ทองคำทำเป็นรูปเต่า เงินค่าบูชา ผ้าขาว ผ้าพันกุม ผ้าลายพื้นขาว ผ้านุ่ง ผ้านุ่งผ้าห่มครู ผ้านุ่งห่มกล่อมฉันท์ และเทียน ๔ ขนาด หนัก ๖ สลึง ๔ บาท ๑ บาท และ ๑ สลึง โดยแต่ละขนาดใช้ตามจำนวนที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังมีเสื่ออ่อน ๔ ผืน ด้ายดิบ ดอกไม้ และใบไม้สำหรับปัดรังควาน (ใบระงับ) ได้แก่ ใบเงิน ใบไทร ใบโพธิ์ ใบมะเดื่อ และใบเลียบ ส่วนใบไม้สำหรับโหมกุณฑ์ ได้แก่ ใบมะม่วง ใบมะเดื่อ ใบทอง ใบเลียบ ใบเงิน ใบรัก และใบพันงู
เครื่องใช้ประเภทภาชนะ ประกอบด้วย หม้อกุมภ์ นางเลิ้ง (ตุ่ม) หม้อข้าว หม้อแกง หม้อทะนน และเตาเชิงกราน
พืชผลที่ใช้ในพิธี ได้แก่ มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก่ ข้าวสารบริสุทธิ์ ข้าวเปลือก งาดิบ ถั่วเขียวดิบ กล้วยน้ำไทย แตงกวา หมากดิบ หมากสง พลู มะกรูด ฝักสัมป้อย ขมิ้นชันสด แป้งผง แป้งหอม ตลอดจนเครื่องกระยาบวชวันละ ๖ สำรับ ทราย น้ำผึ้ง น้ำมันดิบ น้ำมันมะพร้าว ปูน ฟืน และฟืนสกลถิ่น โดยสิ่งของต่าง ๆ มีจำนวนตามที่กำหนดไว้ในแบบพิธี
ในการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญในแต่ละวันนั้น มีสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ขาดไม่ได้และถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับการบูชาและการขอพรจากเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีไทย คือ บายศรี ซึ่งจะต้องจัดตั้งตลอดทั้ง ๔ วัน แม้จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละวัน
พิธีกรรมประกอบด้วยทั้งพิธีทางพระพุทธศาสนาและพิธีพราหมณ์ มีการอัญเชิญพระเทวกรรมไปประดิษฐาน ณ ศาลพระเทวกรรมภายในโรงสมโภช
ในวันสุดท้าย เมื่อเสร็จสิ้นการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และได้ฤกษ์ตามกำหนด โหรจะลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ชาวประโคมบรรเลงเครื่องดุริยดนตรี และพราหมณ์รดน้ำพระพุทธมนต์อาบช้างสำคัญ
หลังจากนั้น กรมพระคชบาลจะแต่งเครื่องประดับให้ช้างด้วยเครื่องมหาดเล็ก แล้วประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภช จากนั้นจึงนำช้างสำคัญเดินในขบวนแห่ลอดโขลนทวารลงสู่แพ
ราชบัณฑิตและพราหมณ์ที่ประจำอยู่บนเกยจะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งปล่อยไก่ ๑ คู่ และนกเขา ๑ คู่ จากนั้นจึงนำช้างลงแพซึ่งแบ่งเป็น ๓ ห้อง
ภายในแพจะมีพระสงฆ์ ๔ รูป สวดจุฬาทิศตลอดการเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน มีราชบัณฑิตทำพิธีบูชายันต์ทิศทุกวัน ขณะที่พราหมณ์พฤฒิบาศจะอ่านบทดุษฎีคำฉันท์กล่อมลาไพรทุกคืน
ปัจจุบัน พระราชพิธีดังกล่าวได้มีการลดขั้นตอนการปฏิบัติลง และในที่สุดได้ยกเลิกพิธีบางส่วนไปตามกาลสมัย
การรับช้างสำคัญ
เมื่อช้างสำคัญขึ้นจากแพแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประทับทอดพระเนตรอยู่ ณ พลับพลายก ครั้นได้ฤกษ์ตามกำหนด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคชบาลนำช้างสายสูตรลงไปรับช้างสำคัญขึ้นจากแพ
ชาวอภิรมย์จะเชิญพระเทวกรรมนำหน้าช้างสำคัญขึ้นจากแพ แล้วนำช้างผ่านโขลนทวาร ซึ่งประดับด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย ดอกหมาก ดอกมะพร้าว และราชวัติรั้วไก่
ในขณะที่ช้างสำคัญลอดผ่านโขลนทวาร ราชบัณฑิตและพราหมณ์พฤฒิบาศจะประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นพราหมณ์จะปล่อยไก่ ๑ คู่ และนกเขาอีก ๑ คู่ เพื่อประกอบพิธีตามโบราณราชประเพณี
กระบวนแห่ช้างสำคัญ
เมื่อช้างสายสูตรไปรับช้างสำคัญขึ้นจากแพเข้ากระบวนแห่แล้ว จะอัญเชิญเข้าสู่กระบวนแห่เพื่อนำไปยังโรงสมโภช โดยแต่โบราณมากระบวนแห่ช้างสำคัญมีองค์ประกอบอย่างยิ่งใหญ่และเป็นไปตามราชประเพณีอย่างเคร่งครัด
กระบวนหน้า
กระบวนหน้าประกอบด้วย ผู้ถือธงตะขาบและธงมังกรจำนวน ๑๐๐ คน เทวดาคู่แห่ ๑๐๐ คน กลองชนะ ๔๐ คน จ่าปี่ ๑ คน และจ่ากลอง ๑ คน มีแตรฝรั่ง ๑๐ เลา แตรงอน ๒๐ เลา และสังข์ ๒๐ หอย
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องสูงห้าชั้น ๖ ชุด เครื่องสูงเจ็ดชั้น ๒ ชุด บังแทรก ๔ คัน และพระกรรภิรมย์ ๓ องค์ พราหมณ์พฤฒิบาศเป่าสังข์ ๑ คู่ พราหมณ์พฤฒิบาศเชิญพระเทวกรรม ๑ คู่ และผู้เชิญกรรชิงเกล็ด ๑ คู่
ในกระบวนยังมีช้างพังเป็นช้างนำ ๑ เชือก ช้างพังสายสูตรผูกติดกับช้างสำคัญ ๑ เชือก และช้างพังมีสายปะกำอีก ๑ เชือก
กรมพระคชบาลถือแส้หวายเดินประกบซ้ายและขวา ข้างละ ๖ คน ส่วนกรมพระคชบาลที่ถือกระบองกลึงเดินประกบซ้ายและขวา ข้างละ ๔ คน และมีกรมพระคชบาลเดินแซงระหว่างแนวกรรชิงเกล็ดอีก ๒๔ คน
กระบวนหลัง
กระบวนหลังประกอบด้วยกรรชิงเกล็ดแห่ตามหลังช้างสำคัญ ๑ คู่ ราชมัลเชิญโต๊ะเงินจัดกล้วย ๑ โต๊ะ โต๊ะจัดอ้อย ๑ โต๊ะ โต๊ะจัดหญ้า ๑ โต๊ะ และหม้อน้ำเงินซ้ายขวา ๑ โต๊ะ
นอกจากนี้ ยังมีกรมพระคชบาลถือแส้ทางม้าเดินแซงนอกซ้ายและขวา ๑ คู่ เครื่องสูงเจ็ดชั้น ๒ คู่ เครื่องสูงห้าชั้น ๔ คู่ บังแทรก ๒ คู่ กรรชิงเกล็ดหน้าวานรเผือก ๑ คู่ คนหามวานรเผือก ๒ คน เทวดาคู่หลัง ๕๐ คน และผู้ถือธงตะขาบกับธงมังกรอีก ๕๐ คน
เมื่อกระบวนแห่ถึงโรงสมโภช จะนำช้างสำคัญเข้ายืนประจำแท่นในโรงสมโภช จากนั้นเชิญพระกรรภิรมย์ไปผูกไว้ที่เสาเฉลียงหน้าโรงสมโภช อัญเชิญพระเทวกรรมประดิษฐานบนศาลมณฑป และตั้งกรงวานรเผือกไว้ที่เฉลียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ โรงสมโภช แล้วทรงถวายผ้าไตรแพรแด่พระสงฆ์ผู้รับนิมนต์มาเจริญพระพุทธมนต์สตปริตร จำนวน ๓๐ รูป
เมื่อพระสงฆ์ครองผ้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ พระราชาคณะถวายศีล และทรงศีล จากนั้นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์สตปริตร
ระหว่างพิธี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทองคำสำหรับผูกคอช้างสำคัญ ต่อมา ตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา ได้พระราชทานเป็นเสมาทองพร้อมสายคล้อง
เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์เสร็จแล้ว เจ้าพนักงานกรมพระภูษามาลาและกรมพระแสงในขับไม้กล่อม เมื่อเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประทับยังพลับพลาเพื่อทอดพระเนตรมหรสพสมโภช และเสด็จพระราชดำเนินกลับเมื่อถึงเวลาอันสมควร
วันที่ ๒ ของพระราชพิธี
ในตอนเช้า เจ้าพนักงานกรมพระคชบาลนำช้างนำและช้างสายสูตรมาฝึกช้างสำคัญ พร้อมนำไปอาบน้ำ ณ มณฑปยอด จากนั้นจึงกลับสู่โรงสมโภช
ในตอนเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายังโรงสมโภช ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีสงฆ์ โดยพระสงฆ์ ๓๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ทวาทศปริตร
เมื่อเสร็จพิธี ราชบัณฑิตประกอบพิธีบูชาจุลฐทิศ และพราหมณ์พฤฒิบาศตั้งเครื่องกระยาบวช อ่านบทดุษฎีสังเวยกล่อมช้างและขับไม้ เสร็จแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
วันที่ ๓ ของพระราชพิธี
ในเวลาเช้า เจ้าพนักงานนำช้างสำคัญออกเดินไปอาบน้ำ ณ มณฑป เช่นเดียวกับการปฏิบัติในวันที่ ๒
ครั้นถึงเวลาเย็น พระสงฆ์จำนวน ๓๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร และ มหาสมัยสูตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการประกอบพิธี เมื่อเสร็จแล้วจึงเสด็จทอดพระเนตรมหรสพสมโภช
วันที่ ๔ ของพระราชพิธี
ในเวลาเช้า เจ้าพนักงานกรมพระคชบาลจารึกนามช้าง ขณะเดียวกันพราหมณ์จารึกมนต์ลงในอ้อยแดง ระหว่างนั้นกรมพระคชบาลนำช้างสำคัญไปอาบน้ำชำระสี ณ มณฑป แล้วจึงนำกลับมายังโรงสมโภช
เมื่อถึงพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการและทรงศีล ครั้นได้มงคลฤกษ์ โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ กรมพระแสงในขับไม้บัณเฑาะว์ ชาวประโคมบรรเลงแตร สังข์ และเครื่องดุริยดนตรี ขณะที่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเกย ทรงรดน้ำพระพุทธมนต์ และพระราชทานน้ำสรงแก่ช้างสำคัญด้วยพระเต้าศิลา หม้อกุมภ์ทอง หม้อกุมภ์เงิน และพระมหาสังข์
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เจ้าพนักงานเช็ดตัวช้างให้แห้ง และเจ้าพนักงานกรมพระคชบาลประดับช้างสำคัญด้วยเครื่องทองคำกุดั่นประดับพลอย ประกอบด้วยปกตะพอง ตาข่ายทองคำประดับพลอยห้อยหน้าช้าง พู่จามรีจงกลทองคำประดับที่หูช้าง และคลุมผ้าปกหลัง
แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ ณ เบื้องหน้าช้างสำคัญ ทรงรับอ้อยแดงจากราชบัณฑิต ๓ ท่อน พระราชทานแก่ช้างสำคัญเพื่อทรงรับขึ้นระวางและพระราชทานนาม จากนั้นทรงเจิมที่งวง
เมื่อถึงช่วงสำคัญของพิธี โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ กรมพระแสงในขับไม้บัณเฑาะว์ และชาวประโคมบรรเลงเครื่องดุริยดนตรี ขณะที่พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา เมื่อการขึ้นระวางเสร็จสิ้นจึงหยุดประโคม และพระสงฆ์สวดถวายพระพร
ภายหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนภัตตาหารและไทยธรรมแก่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว จึงถวายอนุโมทนา ถวายอติเรก และเดินทางกลับ
ระหว่างที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร บรรดาศักดิ์ เหรียญวโรชัยภรณ์ และเงินบำเหน็จแก่หมอช้าง ควาญช้างผู้คล้องช้าง ตลอดจนหมอเฒ่าผู้นำคณะ
เมื่อพระสงฆ์กลับแล้ว เจ้าพนักงานตั้งบายศรีแก้ว บายศรีทอง บายศรีเงิน และบายศรีตอง พร้อมต้นไม้ทองและต้นไม้เงินอย่างละคู่ จากนั้นพราหมณ์จุดแว่นให้ผู้รับพระราชทานแว่นเวียนเทียนสมโภช ๓ รอบ แล้วดับเทียนด้วยใบพลู โบกควันจุณเจิมพระยาช้าง ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ
พิธีแห่พระยาช้างเข้ายืนโรง
เมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีสมโภชและพระราชทานนามพระยาช้าง ณ โรงสมโภชแล้ว จะมีการจัดพิธีแห่พระยาช้างเข้ายืนประจำโรงช้าง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานตกแต่งภายในโรงช้างอย่างสมพระเกียรติ
ภายในโรงช้างมีการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระพุทธรูปพระชัยเงินหลังช้างและพระชัยนวโลหะ พร้อมทั้งตั้งพระแท่นทรงกราบ พระราชบัลลังก์ ต้นไม้ทอง และต้นไม้เงิน รวมอย่างละ ๒ คู่
ครั้นได้ฤกษ์ตามกำหนด จึงอัญเชิญพระยาช้างเข้าสู่โรงช้าง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับภายในโรงช้างและทรงเป็นองค์ประธานในพิธีสงฆ์ ทรงประเคนไตรย่ามแก่พระสงฆ์จำนวน ๑๐ รูป ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการและทรงศีล
จากนั้นเสด็จขึ้นประทับบนเกย เมื่อโหรลั่นฆ้องชัยเป็นสัญญาณ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ กรมพระแสงในขับไม้บัณเฑาะว์ และพนักงานประโคมแตรสังข์กับวงปี่พาทย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์พระราชทานแก่พระยาช้าง และทรงเจิมตามราชประเพณี แล้วเสด็จลงประทับบนพระราชบัลลังก์ เมื่อสิ้นเสียงประโคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
หลังจากนั้น พระสงฆ์จำนวน ๑๐ รูป ยังคงเจริญพระพุทธมนต์ต่อไป ขณะที่เสนาบดีกระทรวงวังประเคนเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์
เจ้าพนักงานจัดตั้งบายศรีแก้ว บายศรีทอง บายศรีเงิน และบายศรีตอง จากนั้นพราหมณ์ประกอบพิธีเบิกแว่น เวียนเทียนสมโภช และจุณเจิม เป็นอันเสร็จสิ้นพระราชพิธี
สรุปพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญ
รายละเอียดและขั้นตอนในการประกอบพระราชพิธีรับและขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญดังกล่าว เป็นไปตามแบบแผนพระราชพิธีดั้งเดิมในสมัยที่มีการแห่ช้างจากเมืองที่คล้องได้เข้าสู่เมืองหลวง
สำหรับในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับลดระยะเวลาและขั้นตอนบางประการให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน แต่ยังคงรักษาความถูกต้องและความสมบูรณ์ของราชประเพณีไว้เป็นสำคัญ
การประกอบพระราชพิธีรับและสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญนั้น มีองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่ง คือ การกล่อมช้าง ซึ่งเรียกว่า การอ่านฉันท์ดุษฎีสังเวย และ การขับไม้ประกอบซอสามสายกล่อมช้าง อันเป็นพิธีสำคัญที่สืบทอดมาแต่โบราณ
ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ และ พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถด้านภาษาและวรรณศิลป์ ด้วยการทรงพระราชนิพนธ์บทฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างได้อย่างไพเราะยิ่ง
บทกล่อมช้างดังกล่าวมีเนื้อหาในลักษณะการสั่งสอนและอบรมช้างให้ประพฤติดี สุภาพ และอยู่ในระเบียบแบบแผน อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญในบทประพันธ์มิได้มีคุณค่าเฉพาะสำหรับการสอนช้างเท่านั้น หากบุคคลทั่วไปนำหลักคิดและข้อสอนต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ก็ย่อมก่อให้เกิดความสุข ความเจริญ และความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองได้เช่นกัน
บรรณานุกรม
กระทรวงมหาดไทย. (2505). พระเศวตวชิรพาหุฯ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพมหาอำมาตย์ตรี พระยาเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2505).
จดหมายเหตุเรื่องรับพระยาเศวตกุญชร ช้างเผือกเชือกแรกที่ได้ในรัชกาลที่ 2 ปีวอก พ.ศ. 2355. (2470). ใน งานสมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างเผือกเชือกแรกในรัชกาลที่ 7 ปีเถาะ พ.ศ. 2470. โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
ณัฏฐภัทร จันทวิช (2539). ช้างต้น สัตว์มงคลแห่งพระจักรพรรดิ. กรมศิลปากร; บริษัทศรีบริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด.
ราชกิจจานุเบกษา. (2501). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอนที่ 15 (14 กุมภาพันธ์ 2501).
ราชกิจจานุเบกษา. (2502). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอนที่ 105 (10 พฤศจิกายน 2502).
ราชกิจจานุเบกษา. (2511). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอนที่ 21 (1 มีนาคม 2511).
ราชกิจจานุเบกษา. (2519). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 93 ตอนที่ 5 (14 มกราคม 2519).
ราชกิจจานุเบกษา. (2519). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 93 ตอนที่ 76 (18 พฤษภาคม 2519).
หอสมุดแห่งชาติ. (2344). ตำราช้างฉบับหลวง รัชกาลที่ 2 ว่าด้วยช้างชนิดต่าง ๆ (หนังสือสมุดไทยขาว อักษรไทย ภาษาไทย จ.ศ. 1163 เลขที่ 168).
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น